ทำความรู้จักกับศึก ซูซูกิ คัพ การแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญระดับอาเซียน

หากจะพูดถึงฟุตบอล เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ
ความยิ่งใหญ่ของมันอาจจะไม่เทียบเท่ากับทัวร์นาเม้นท์อื่นๆ หลายรายการ
แต่ถ้ามองภาพรวมในระดับอาเซียนแล้ว นี่คือรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

สำหรับใครบางคนที่อาจจะเริ่มติดตามชมฟุตบอลกันมาไม่นาน
ก็คงไม่แปลกที่อาจจะยังไม่ทราบว่าการแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ
นั้นคือรายการอะไร อธิบายง่ายๆ เลยก็คือมันเป็นทัวร์นาเม้นท์ระดับทีมชาติ
ซึ่งเป็นการชิงชัยกันระหว่างชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ นั้นก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1996 แต่ว่าในสมัยอดีตนั้น
มันไม่ได้ใช้ชื่อการแข่งขันว่า ซูซูกิ คัพ เหมือนกับทุกวันนี้
ด้วยเหตุผลทางด้านสปอนเซอร์นั่นเอง ในสมัยเริ่มต้นก่อตั้งการแข่งขัน เอเอฟเอฟ
ได้รับการสนับสนุนจากเบียร์ยี่ห้อ ไทเกอร์ จึงทำให้การแข่งขันครั้งแรกมีชื่อว่า
เอเอฟเอฟ ไทเกอร์ คัพ 1996 นั่นเอง
โดยมีสิงคโปร์รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพในครั้งนั้น

ในการแข่งขันยุคแรกๆ นั้น
การแข่งขันจะถูกจัดในประเทศเจ้าภาพอย่างเดียวไปตลอดจนจบทัวร์นาเม้นท์
จนกระทั่งมาในปี 2004
ได้มีการปรับเปลี่ยนระบบเพื่อความสนุกสนานคึกคักมากยิ่งขึ้น
โดยในรอบน็อคเอาท์นั้นจะเตะกันแบบ 2 เลก แบบเหย้า-เยือน
เพื่อที่จะได้ให้แฟนบอลของแต่ละชาติได้มีส่วนร่วมกันอย่างเต็มที่กับการแข่งขัน
บรรยากาศก็จะไม่กร่อยในกรณีที่ชาติเจ้าภาพดันร่วงตกรอบไปเสียก่อน

การแข่งขันทัวร์นาเม้นท์นี้
ทีมที่ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ได้มากสมัยที่สุดก็คือทีมชาติไทย
โดยซิวถ้วยไปแล้วถึง 5 ครั้ง
ขณะที่อันดับรองลงมาก็คือสิงคโปร์ที่ได้แชมป์รายการนี้ 4 สมัย
ส่วนมาเลเซียกับเวียดนามนั้นได้ไปคนละสมัย
และนอกเหนือจากนี้ก็ยังไม่มีชาติใดที่สามารถคว้าแชมป์ได้อีก

ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของรายการนี้ก็คือ นอห์ อลัม ชาห์ ของเวียดนาม
ที่จำนวน 17 ประตู ขณะที่อันดับรองลงมาก็เป็น ธีรศิลป์ แดงดา, วรวุฒิ ศรีมะฆะ
สองแข้งทีมชาติไทย และ เลห์ คอง วินห์ ตำนานอีกคนของเวียดนาม
ที่ครองสถิติร่วมกันที่จำนวน 15 ประตู อันที่จริง ธีรศิลป์
นั้นยังมีโอกาสที่จะทำลายสถิติสูงสุดได้ เพราะยังคงเล่นให้ทีมชาติอยู่
แต่การแข่งขันในปี 2018 นี้ ทีมช้างศึกได้ตัดสินใจจะไม่ใช้ผู้เล่นที่ค้าแข้งใน เจลีก
ญี่ปุ่น จึงทำให้เจ้ามุ้ยหมดโอกาสไปโดยปริยาย

สำหรับการแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018
ได้ปรับเปลี่ยนระบบมาเป็นการแข่งรอบแบ่งกลุ่มแบบบางเกมเหย้าบางเกมเยือน
ทำให้ไม่ต้องมีประเทศเจ้าภาพอีกต่อไป โดยจะทำการแข่งขันกันระหว่างวันที่ 8
พฤศจิกายน ถึงวันที่ 15 ธันวาคม ซึ่งแม้ทัพช้างศึกจะไม่ได้จัดทีมแบบฟูลทีม 100
เปอร์เซ็นต์ แต่เป้าหมายก็คือต้องรักษาแชมป์ให้ได้สถานเดียว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *